เกมจะดังใช่ว่าอยู่ที่เทคโนโลยีดี : กรณีศึกษาความล้มเหลวของไมโครซอฟท์คิเนค


ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ฐิติรัตน์ ศิริบวรรัตนกุล
อาจารย์ประจำสาขาวิชาเอกวิทยาการคอมพิวเตอร์
คณะสถิติประยุกต์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)

 

     ย้อนกลับไปเมื่อประมาณปลายปี ค.ศ.2010 ในตอนนั้นบรรดาผู้รักเกมหรือเกมเมอร์ทั้งหลายอาจจะยังจำได้ถึงกระแสของเครื่องเกม Xbox 360 จากค่ายไมโครซอฟท์ที่มาพร้อมกับเซนเซอร์คิเนคพร้อมกับสโลแกนที่เรียกได้ว่าล้ำสุด ๆ แล้วในตอนนั้น กับการเล่นเกมโดยไม่ต้องมีคอนโทรลเลอร์ ไม่ต้องกลัวว่าเล่นๆ อยู่คอนโทรลเลอร์จะหลุดมือไปทำจอโทรทัศน์แตกเหมือนอย่าง Nintendo Wii แค่ใช้ร่างกายของเราธรรมดาๆ นี่ล่ะค่ะขยับแขน ขยับขา วิ่ง กระโดด ฯลฯ ก็สามารถควบคุมตัวเล่นในเกมให้ขยับตามได้แล้ว วิธีใช้เครื่อง Xbox 360 และเซนเซอร์คิเนคก็ไม่ได้ยาก ไม่ต้องติดตั้งกล้องอะไรพิเศษในห้อง ไม่ต้องติดเซนเซอร์ทั่วหน้าเต็มตัวเหมือนดาราที่เตรียมแสดงหนังเอฟเฟกต์สามมิติ แค่เคลียร์พื้นที่หน้าโทรทัศน์ให้ว่างสักหน่อยวางเซนเซอร์คิเนคไว้หน้าโทรทัศน์ก็เริ่มเล่นได้แล้ว
l006_01ที่มาของภาพ microsoft.com

 

     ตัวผู้เขียนนั้นแม้จะไม่ใช่เกมเมอร์ แต่ด้วยความชอบส่วนตัวในศาสตร์ด้านการปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และคอมพิวเตอร์ (HCI: Human-Computer Interaction) ที่ต้องบูรณาการผสมผสานความรู้ที่หลากหลายมาทำให้คณิตศาสตร์ สถิติ หรือแม้แต่สมการยากๆ กลายมาเป็นเครื่องมือ เป็นฟีเจอร์ หรือ เป็นแอปพลิเคชันสนุกๆ ที่ทำงานโต้ตอบกับผู้ใช้ได้ ทำให้ผู้เขียนได้ติดตามข่าวสารของคิเนคนี้มาตั้งแต่ที่ยังไม่ออกมาเป็นสินค้าภายใต้ชื่อ Xbox เสียด้วยซ้ำ ครั้งแรกที่ได้ยินคอนเซปต์ของโครงการนี้ความรู้สึกของผู้เขียนที่ยังเป็นนักศึกษาปริญญาเอกอยู่ที่มหาวิทยาลัยโตเกียว ประเทศญี่ปุ่นนั้นบอกได้คำเดียวเลยค่ะว่า “ไม่อยากเชื่อว่าจะทำได้จริงในเร็ว ๆ นี้” เพราะช่วงก่อนปี ค.ศ.2010 นั้นงานในลักษณะของการสแกนสามมิติ (3D Scan) ในกรณีที่ของที่จะสแกนหรือตัวเครื่องสแกนเองขยับไปมาได้ หรือ ทำการสแกนในห้องหรือสิ่งแวดล้อมที่ควบคุมแสงควบคุมความเคลื่อนไหวและอื่นๆ ไม่ได้ยังถือเป็นงานที่ยากอยู่ โดยเฉพาะถ้าจะทำให้ได้แม่นยำและแสดงผลตอบโต้ได้ในทันทีทันควันเหมือนการเล่นเกมยิ่งยากมากๆ เพื่อนนักศึกษาปริญญาเอกชาวเวียดนามของผู้เขียนเป็นคนหนึ่งที่ทำวิจัยเกี่ยวกับการสแกนสามมิติทำนองนี้อยู่ ซึ่งตลอดมาก็เป็นไปด้วยดีจนถึงวันที่เขาต้องสอบเพื่อเตรียมจบปริญญาเอกซึ่งพอเหมาะพอดีตรงกับช่วงที่เครื่องเกม Xbox 360 เพิ่งออกวางจำหน่าย งานนี้ผู้เขียนบอกได้เลยค่ะว่าเพื่อนคนนี้ “แทบแย่” กว่าจะสอบผ่านมาได้ เผลอ ๆ ถ้าสอบช้ากว่านี้อีกสักครึ่งปีอาจจะถึงขั้นต้องรื้อเปลี่ยนหัวข้อวิทยานิพนธ์ใหม่หมดด้วยซ้ำ เพราะการมาของคิเนคทำให้งานวิจัยที่เคยเป็นเรื่องยาก ทำกันได้อยู่แต่ในห้องทดลอง หรือไม่ก็ต้องพึ่งอุปกรณ์หรูหราราคาแพงกลายเป็นเรื่องของเครื่องเกมเครื่องหนึ่งที่ราคาอยู่ในเกณฑ์จับต้องซื้อหาได้จริง

 

     จากวันนั้นถึงวันนี้เกือบ 5 ปีแล้ว เป็นที่น่าเสียดายนะคะที่กระแสของเครื่องเล่นเกมล้ำยุคนี้ซาลงอย่างเห็นได้ชัด ความเห่อของผู้คนในเทคโนโลยีใหม่แน่นอนว่าถึงวันนี้ก็เลิกเห่อกันแล้ว แต่ไม่ใช่แค่นั้นจำนวนยอดขายเซนเซอร์คิเนคเองก็ไม่ดี มีการเลย์ออฟนักพัฒนาในโครงการ และ มีข่าวลือไม่ขาดสายว่าไมโครซอฟท์จะเลิกทำเจ้าเครื่องเล่นพร้อมคิเนคเซนเซอร์ในเร็ววัน ในฐานะนักวิจัยและพัฒนาที่ไม่ได้ใช้คิเนคในฐานะของการเล่นเกม จนถึงบัดนี้ผู้เขียนยังคิดเสมอนะคะว่าเซนเซอร์คิเนคนี้เป็นอะไรที่เจ๋งเกินกว่าราคาค่าตัวมากๆ ด้วยราคาแค่ไม่กี่พันบาทแต่ทั้งจับการเคลื่อนไหวของมนุษย์ได้ ใช้เป็นกล้องจับความลึกหรือกล้องมองกลางคืนได้ มีฟีเจอร์จดจำใบหน้า มีแถวไมโครโฟนพร้อมคุณสมบัติสั่งงานได้ด้วยเสียง ที่สำคัญคือทั้งหมดทำได้ในเรียลไทม์แทบไม่ดีเลย์เลยอีกต่างหาก แต่สิ่งที่กลุ่มผู้พัฒนาคิเนคพลาดเป้าไปอย่างมากคงจะเป็นการที่ไม่สามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายหลัก หรือก็คือ กลุ่มเกมเมอร์ทั่วโลกได้นั่นเองค่ะ เทียบกับเกมแบบดั้งเดิมที่ใช้คอนโทรลเลอร์แล้ว เกมของคิเนคถือได้ว่ามีจำนวนน้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นเกมสำหรับเล่นกับครอบครัวหรือเกมกีฬาซึ่งยังห่างไกลจากเกมที่ฮิตติดลมบนในกลุ่มเกมเมอร์กระแสหลักนัก แม้จะพยายามแล้วแต่ทางไมโครซอฟท์ก็ไม่ค่อยประสบความสำเร็จในการชักจูงให้นักพัฒนาเกมชั้นนำของโลกเปลี่ยนใจจากเกมคอนโทรลเลอร์แบบเก่าและหันมาใช้ฟีเจอร์เจ๋ง ๆ ของคิเนคได้ ที่พอจะมีก็มักเป็นแค่กิมมิคเสริมเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะมีหรือไม่มีคิเนคก็ยังสามารถเล่นเกมได้อยู่ อย่างในเกม FIFA 15 ที่เล่น ๆ อยู่สามารถโดนใบแดงได้ถ้าเราเผลอพูดสบถระหว่างเล่น (เพราะคิเนคจะคอยฟังเสียงเราอยู่)

 

     นอกจากเรื่องการเจาะกลุ่มตลาดผู้สร้างเกมที่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไหร่นัก การทำงานของคิเนคเองก็ถูกต้องแค่ประมาณ 85% ซึ่งถ้าเป็นในการค้นคว้าวิจัยหรือในงานด้านอื่น 85% ก็อาจยอดเยี่ยมเหลือเฟือแล้ว แต่สำหรับการเล่นเกมถ้ากำลังเล่นเกมอยู่ถึงจุดไคลแมกซ์ ปรากฏว่าตะโกนสั่งคิเนคยังไงก็ไม่เข้าใจสักที อารมณ์การเล่นเกมก็คงสะดุดแบบกู่ไม่กลับใช่ไหมล่ะคะ นอกจากนี้ปัญหาในเรื่องพื้นที่ใช้งานก็มี สมัยอยู่ญี่ปุ่นผู้เขียนเองก็เคยคุยกับเพื่อนๆ ในห้องแล็บว่าต่อให้อยากได้ก็คงไม่ซื้อเพราะห้องแคบๆ ในกรุงโตเกียวคงไม่มีที่พอจะใช้คิเนคได้ แม้ทางไมโครซอฟท์จะพยายามเต็มที่โดยออก Xbox One มากระตุ้นกระแสอีกรอบในช่วงปลายปี ค.ศ.2013 แต่ก็ดูจะไร้ผลตอบรับที่ดีจากวงการเกมเมอร์กระแสหลัก นี่ยังไม่นับปัญหาที่บริษัทเกมยักษ์ใหญ่ทั่วโลกต่างก็เจอผลกระทบของส่วนแบ่งการตลาดที่ถูกแบ่งไปโดยเกมบนมือถือหรือแท็บเล็ตต่าง ๆ อีก

 

     สำหรับผู้เขียนนั้นกรณีของไมโครซอฟท์คิเนคคล้ายกันกับกรณีของกูเกิลกลาสจากค่ายกูเกิลเอามาก ๆ ทั้งคู่ต่างเป็นเทคโนโลยีที่เรียกได้ว่าล้ำยุคล้ำสมัย ตัวแนวคิดและตัวเทคโนโลยีนั้นอยู่ในกลุ่มที่เรียกว่านวัตกรรมใหม่ได้อย่างไม่มีข้อกังขา เปิดตัวอย่างเปรี้ยงปร้างโด่งดังเป็นกระแสไปทั่วทั้งโลก แต่เมื่อความเห่อของผู้คนหมดไป ในยุคที่เทคโนโลยีใหม่ๆ มีมาให้เลือกช้อปปิ้งแทบไม่เว้นแต่ละวัน สิ่งที่จะเป็นตัวตัดสินชี้ขาดว่านวัตกรรมสุดเจ๋งนั้นจะได้ไปต่อหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่ที่การยอมรับของกลุ่มผู้ใช้เป็นหลักเลยค่ะ หนังจะดีต้องดีพร้อมทั้งเอฟเฟกต์ เนื้อเรื่อง นักแสดง การโปรโมต ฯลฯ ฉันใด เทคโนโลยีจะปังได้ก็ไม่ใช่แค่ต้องแม่นยำและล้ำยุค แต่ต้องเข้ากันได้กับพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงต้องมีเทคนิคการตลาดต่าง ๆ คอยเสริมกัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น พลาดในวันนี้ก็ไม่ได้หมายถึงเกมโอเวอร์นะคะ เหมือนอย่างกูเกิลกลาสที่แม้จะไม่สามารถฝ่าด่านความรู้สึกรวมถึงกฏหมายคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของผู้บริโภคไปได้ แต่ตอนนี้ก็พยายามจะไปต่อโดยเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายจากผู้ใช้ทั่วไปเป็นการใช้งานในองค์กรแทน หรือ เหมือนอย่างไมโครซอฟท์คิเนคที่แม้จะเจาะกลุ่มเกมเมอร์ไม่ได้ แต่ก็ยังคงเป็นที่แพร่หลายในหมู่นักวิจัยและพัฒนาโปรแกรมประยุกต์ต่าง ๆ อยู่ค่ะ